สวัสดีค่ะทุกคน :)

 Blog นี้เราจะไปเที่ยวกันนนน ที่ที่จะพาไปนั้นเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพ ขับรถเพียง 1-2 ชั่วโมง ก็จะได้มาสัมผัสกับธรรมชาติและเรียนรู้ระบบนิเวศน์ของป่าชายเลนกันแล้ว และที่สำคัญเป็นบ้านเกิดของพลอยเองค่ะ ทำให้รู้สึกว่าอยากจะนำเสนอเป็นพิเศษ 
พร้อมแล้วไปกันเลยดีกว่า!

"สถานตากอากาศบางปู"

  

สถานตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ อยู่บริเวณชายฝั่งอ่าวไทย เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาท่องเที่ยวและชมธรรมชาติของป่าชายเลนที่ยังคงรักษาไว้ได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ภายใต้การดูแลของกรมพลาธิการทหารบก อีกทั้งที่แห่งนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์โลก เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นได้อาศัยเป็นสถานที่ยกพลขึ้นบก เพื่อเป็นทางผ่านในการสู้รบกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากสงครามได้จบลงสถานตากอากาศบางปูก็เปลี่ยนเป็นสถานพักฟื้นสำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ชาวบ้านแถวนี้จึงมักเรียกติดปากกันแบบสั้นๆ ว่า พักฟื้น ค่ะ

 

พลอยเองมีโอกาสได้ไปสถานตากอากาศบางปูตั้งแต่ยังเด็กๆ เพราะด้วยความที่ว่าห่างกับบ้านของพลอยแค่ 2-3 กิโลเมตร จึงไปได้สะดวก และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและต้องการจะพัฒนามาตลอดเพื่อให้เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ที่ดี จึงทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของจังหวัดที่ผู้คนนิยมมากันค่ะ

ถ่ายภาพกับคุณพ่อที่สถานตากอากาศ

ภาพสถานตากอากาศบางปูในอดีต

สำหรับจุดเด่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ไม่พูดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนสถานตากอากาศบางปู คือฝูงนกนางนวลจำนวนมาก ที่จะอพยพหนีหนาวมาระยะทางกว่า 3,000 ไมล์ จากแถบประเทศทิเบต คาจิกิสถาน จีนตอนเหนือ และตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย มาในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนของทุกปี จึงเกิดเป็นกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวคือการให้อาหารนกนางนวลและถ่ายรูปเก็บบรรยากาศความสวยงามในช่วงเย็นๆ ที่บริเวณสะพานสุขตาค่ะ



ปัจจุบันสถานตากอากาศบางปูได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดสมุทรปราการ และเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาธรรมชาติสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งมีด้วยกัน 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ค่ะ

อนุสรณ์ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก


เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงอดีต เป็นเครื่องหมายทางประวัติศาสตร์สงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) สถานที่ซึ่งทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484  สร้างขึ้นสมัย จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็น นายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการบำรุงขวัญกำลังพล และเป็นสถานที่พักผ่อนแก่บุคคลทั่วไป


ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเฉลิมพระเกียรติ


เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพบก และ WWF ประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่มีภารกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นับเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงเมืองใหญ่และป่าชายเลน นำไปสู่การเรียนรู้ธรรมชาติอย่างเป็นระบบและมีความสุข โดยทางสถานตากอากาศบางปูได้จัดทำเส้นทางชมระบบนิเวศน์ป่าชายเลนสำหรับให้ผู้ที่สนใจได้ชมกันอย่างใกล้ชิดค่ะ


โครงการบรรเทาผลกระทบภาวะโลกร้อน
เป็นโครงการที่จัดทำข้นเพื่อรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับการลดสภาวะโลกร้อน ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ
1.โครงการเขื่อนไม้ไผ่ ภายในสถานตากอากาศบางปูได้จัดทำพื้นที่ตัวอย่างเพื่อสาธิตการสร้างเขื่อนไม้ไผ่เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง  
2.โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม และการสร้างพลังงานทดแทน
3.โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียบริเวณสถานตากอากาศบางปู
4.อาคารนิทรรศการต่างๆ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการลดภาวะโลกร้อน และเปิดอบรมให้กับหน่วยงานที่สนใจด้วยค่ะ



ได้รู้จักกับสถานตากอากาศบางปูกันคร่าวๆ แล้ว จะเห็นว่าถ้าเรามองในมุมมองของการเรียนรู้ สถานตากอากาศบางปูนับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถบูรณาการเข้ากับรายวิชาต่างๆ นำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนได้ได้อย่างหลากหลาย โดยแบ่งออกเป็นด้านต่างๆ ได้ดังนี้


"ด้านความรู้"

วิชาวิทยาศาสตร์
เรื่อง สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ (ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3)
ระบบนิเวศน์ป่าชายเลนเป็นสิ่งที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างชัดเจนที่สุด สถานตากอากาศบางปูยังคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ และมีเส้นทางสำหรับชมป่าชายเลนจัดไว้ให้โดยเฉพาะ ผู้เรียนจะได้ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติของทั้งพืชและสัตว์ที่อยู่อย่างธรรมชาติ 


สะพานแขวนบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

เรื่อง สภาวะโลกร้อน (ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย)
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 
ผู้เรียนจะได้เข้าชมห้องนิทรรศการ และมีเจ้าหน้าที่จัดกิจกรรมและจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา หากสถาบันใดสนใจสามารถติดต่อกับทางสถานตากอากาศได้โดยตรงค่ะ
  • ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 
ผู้เรียนจะเรียนรู้วิธีการดำเนินงานโครงการบรรเทาผลกระทบภาวะโลกร้อน ซึ่งทางสถานตากอากาศบางปู ได้จัดทำเป็นพื้นที่ตัวอย่าง ได้แก่ การทำเขื่อนจากไม้ไผ่ที่เป็นเขื่อนโดยธรรมชาติเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเล การผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมซึ่งเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ และการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำกลับมาใช้ได้ใหม่


เรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ (ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6)
เนื่องจากบริเวณป่าชายเลนยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก จึงทำให้มีพรรณไม้และสัตว์ที่อาศัยอยู่หลายชนิดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และมีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกันออกไป ผู้เรียนสามารถศึกษาธรรมชาติตามเส้นทางที่สถานตากอากาศบางปูได้จัดเตรียมไว้ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ลักษณะของพรรณไม้ต่างๆ เช่น ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ลักษณะการยืนต้น ลักษณะของรากไม้ที่มีลักษณะแตกต่างกันออกไป ได้เรียนรู้ลักษณะและการอยู่อาศัยของสัตว์ป่าชายเลน ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ตรง ได้สัมผัสของจริง และได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด
 



วิชาสังคมศึกษา
เรื่อง ภูมิอากาศกับการดำเนินชีวิต (ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5)
สภาพอากาศร้อนชื้น คือ ลักษณะอากาศของป่าชายเลน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นกนางนวลอพยพมาอยู่ ผู้เรียนจะได้ศึกษาความเหมาะสมของสภาพอากาศที่เหมาะต่อการดำรงชีวิตของนกนางนวล และสัตว์อื่นๆ

เรื่อง ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 (ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6)
นอกจากจะได้เห็นพื้นที่ในประวัติศาสตร์จริงๆ แล้ว ผู้เรียนจะได้วิเคราะห์ถึงเหตุผลว่า ทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงเลือกพื้นที่ตรงนี้เป็นสถานที่ยกพลขึ้นบก และเป็นทางผ่านในการสู้รบกับฝ่ายสัมพันธมิตร


"ด้านเจตคติ"

นอกจากความรู้ที่ได้รับ สถานตากอากาศบางปูยังเป็นปลูกฝังทัศนคติให้เราเกิดความรัก หวงแหนธรรมชาติ และเห็นความสำคัญของป่าชายเลนเนื่องจากถือเป็นกำแพงธรรมชาติอย่างดีที่คอยป้องกันไม่ให้น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งได้ อีกทั้งสถานตากอากาศบางปูยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการรณรงค์ลดสภาวะโลกร้อนที่ปฏิบัติเป็นแนวทางให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย นั่นจะทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้น เกิดแรงผลักดัน และเห็นความสำคัญในการช่วยลดสภาวะโลกร้อนกันมากขึ้น


"ด้านทักษะกระบวนการ"

ทางสถานตากอากาศบางปูจัดพื้นที่สำหรับให้บุคคลที่สนใจสามารถทดลองปลูกป่าชายเลนได้ โดยสามารถติดต่อล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่ของสถานตากอากาศได้โดยตรง หากผู้เรียนได้ทดลองปลูกป่าชายเลนจะทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จริง เกิดทักษะและเรียนรู้ขั้นตอนการปลูกป่า เกิดทักษะการแก้ไขปัญหา และการทำงานร่วมกันเป็นทีม 
 


จะเห็นว่าสถานตากอากาศบางปูไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ สำหรับใครที่ต้องการมาเที่ยวที่สถานตากอากาศบางปู สามารถมาได้ง่ายมากๆ เลยค่ะ ตั้งอยู่บนกิโลเมตรที่ 37 ถนนสุขุมวิท ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์: 02-323-9911, 02-323-1213 สำหรับมาพักผ่อน หรือจะมาเรียนรู้ธรรมชาติ ปลูกป่าชายเลนกันก็ได้ค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่ๆ ค่ะ 



 นิ ส่ริค่นิ 12 ร 

Theme ค่านิยม 12 ประการ
ประการที่ 1 มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ชื่อเรื่อง
ต้นกล้าไม่อยากเข้าแถว
กลุ่มเป้าหมาย
วัยประถมศึกษาตอนต้น 6-7 ปี
ประเภทหนังสือ
ร้อยกรอง โดยใช้สัมผัสง่ายๆ ไม่ซับซ้อน
แก่นของเรื่อง / สาระสำคัญ
เข้าใจความสำคัญเบื้องต้นของสถาบันหลักทั้ง  3 คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
โครงสร้างเนื้อหา / ความนำ และความท้าย
ต้นกล้า ตื่นไปโรงเรียนได้แล้วจ้ะวันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรกของต้นกล้า นักเรียนชั้น ป.1 ต้นกล้าไปโรงเรียนด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก กิจกรรมแรกของการไปเรียนคือการเข้าแถวเคารพธงชาติ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่ต้นกล้ากลับรู้สึกว่าช่างน่าเบื่อเหลือเกิน แดดก็ร้อน และไม่รู้ว่าจะต้องเคารพธงชาติไปทำไม ต้นกล้ากลับถึงบ้านพร้อมความรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียนตอนเช้าเพื่อไปเข้าแถวเคารพธงชาติ
วันรุ่งขึ้น คุณแม่ก็ปลุกต้นกล้าเหมือนเช่นเคย แต่ต้นกล้างอแง และบอกกับคุณแม่ว่า ต้นกล้าขอไปโรงเรียนสายๆ ได้ไหมครับ ต้นกล้าไม่อยากเข้าแถวเคารพธงชาติเลยคุณแม่จึงอธิบายให้ต้นกล้าฟังว่า ทำไมเราถึงต้องเคารพธงชาติกัน

เมื่อต้นกล้าได้ฟัง และเข้าใจถึงความสำคัญของการเคารพธงชาติ ต้นกล้าจึงยอมไปโรงเรียนและเข้าแถวเคารพธงชาติอย่างเต็มใจ
ฉาก
ห้องนอน
หน้าเสาธง

ห้องนั่งเล่นในบ้าน
ตัวละคร
ต้นกล้า เด็กผู้ชาย เพิ่งเข้าชั้น ป.1 ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ แต่ขี้เบื่อง่าย

คุณแม่  ใจดี เข้าใจลูก ชอบอธิบายและสอนให้ต้นกล้าเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น



ใครเคยซื้อของออนไลน์บ้างยกมือขึ้น?
เข้ามาขอยกมือด้วยคนค่ะ ด้วยความที่สมัยนี้อะไรๆ ก็เผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วด้วยสิ่งที่เรียกว่าโลกออนไลน์ การซื้อขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่ว่าเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ก็ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งนี้เพราะการซื้อของออนไลน์ลูกค้ามีอิสระในการเลือกซื้อสินค้า เปรียบเทียบราคาได้อย่างเต็มที่ และตัดสินใจซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ ร้านขายของออนไลน์จึงเป็นที่นิยมและมีอัตราการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากแต่ก่อนเยอะมาก แต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จกันทุกร้าน วันนี้เรามีโอกาสดีๆ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับผู้หญิงเก่งทั้ง 2 คน ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในการขายของออนไลน์อย่างมาก พี่ๆ ทั้งสองมีมุมมองอย่างไรต่อการขายของออนไลน์ และมีเคล็ดลับอะไรบ้าง เราลองไปทำความรู้จักกับแม่ค้าคนเก่งกันเลยดีกว่าค่ะ



คนแรกพี่ปอปอ เจ้าของร้าน @Devilcreamthailand นำเข้าเครื่องสำอางสุดล้ำ นำกระแสจากเกาหลี และยังเป็นเจ้าของแบรนด์ครีม Devilcreamthailand อีกด้วย



คนที่สองพี่ดรีม เจ้าของร้าน @Dreamybrush ร้านขายแปรงแต่งหน้าที่สาวๆ ต้องยกนิ้วให้ และเครื่องสำอางให้ช้อปอย่างจุใจ




_ ช่วยแนะนำตัวให้รู้จักหน่อยค่ะ อายุเท่าไหร่ ปัจจุบันกำลังทำอะไรอยู่คะ
พี่ปอปอ : พี่ปอปอค่ะ อายุ 29 จ้า ทำงานเป็นเจ้าของธุรกิจ IG : Devilcreamthailand และเป็นเจ้าของแบรนด์ Devilcreamthailand ค่ะ
พี่ดรีม : ชื่อดรีม อายุ 22 ปี เรียนอยู่ปี 4 วิศวกรรมศาสตร์ เครื่องกล ม.ธรรมศาสตร์จ้า

_ เปิดร้านขายของออนไลน์มานานหรือยังคะ อะไรคือแรงบันดาลใจหรือจุดเริ่มต้นที่ทำให้มาเริ่มขายของออนไลน์คะ
พี่ปอปอ : เอาจริงๆ พี่ปอปอขายสินค้าออนไลน์ตั้งแต่สมัยเรียนมอ.ปลายที่เตรียมแล้วจ้า ตอนนั้นอายุ 17-18 ด้วยชอบและบ้าเครื่องสำอางค์มาตั้งแต่ตอนนั้น พอใช้แล้วฟินก็เลยอยากเล่าสรรพคุณเด็ดๆ ให้คนอื่นรู้ว่ามันเด็ดมากนะ เป็นเครื่องสำอางค์แบรนด์ที่สมัยนั้นยังไม่มีขายในประเทศไทยเช่น Laura mercier, Benefit, แบรนด์จากญี่ปุ่น และ Sephora ประมาณนี้ค่ะ
พี่ดรีม : เปิดมา 2 ปีครึ่งได้แล้ว ไม่มีแรงบันดาลใจนะ แค่จนอ่ะ เลยหาของขาย สิ่งที่คิดไว้คือขายอะไรก็ได้ที่ยังไม่มีคนทำหรือยังทำน้อยอยู่

_ คิดว่าการขายของของออนไลน์มีข้อดีกว่าการขายของตามหน้าร้านปกติยังไงบ้างคะ 
พี่ปอปอ : สำหรับพี่ปอปอคือความสะดวกค่ะ พี่ปอปอสามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด และไม่เคยปิดร้าน ที่สำคัญเราสามารถเข้าถึงความรู้สึกความต้องการของลูกค้าได้แบบ 100% รวมถึงบริการหลังการขายในกรณีแนะนำวิธีการใช้สินค้า หรือกรณีสินค้ามีปัญหาเราก็สามารถให้บริการลูกค้าได้แบบไม่ขาดตกบกพร่องด้วยค่ะ
พี่ดรีม : มีข้อดีกว่านะ คืออย่างแรกเลยเราไม่ต้องเสียค่าที่ อย่างสองเราสามารถทำงาน ขายของได้ทุกที่ เรียนอยู่ก็ขายได้ ไปเที่ยวไหน ก็ยังขายได้ แล้วอย่างพี่ดรีมขายในไอจีคนตามเยอะๆ มันมีโอกาสขายได้มากกว่าหน้าร้าน เพราะว่าคนที่เห็นในร้านออนไลน์มีมากกว่าหน้าร้านค่ะ

_ ร้านขายของดีขนาดนี้ แบ่งเวลาในการเรียน/การทำงาน กับการขายของอย่างไรบ้างคะ
พี่ปอปอ : สำหรับพี่คงต้องเรียกว่าการแบ่งเบาเวลาและกระจายรายได้มากกว่า โดยการเปิดรับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศเพื่อให้เป็นสื่อกลางในการรับลูกค้าอย่างทั่วถึง โดยปัจจุบันทางร้านมีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 350 ท่านทั่วประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และเวียดนามค่ะ
พี่ดรีม : ไม่รู้ว่าแบ่งยังไง (หัวเราะ) แต่ก็ทำมาได้ถึงทุกวันนี้ คือว่างเมื่อไหร่ก็ทำ อย่างเราเรียนเราก็ไม่ได้เรียน 24 ชั่วโมง หรือเราขายของเราก็ไม่ได้ขาย 24 ชั่วโมง เราก็เฉลี่ยๆ เวลากันไป อย่างเวลาส่งของก็จะกำหนดวันไปเลยว่าส่ง จันทร์กับพฤหัสฯ ประมาณนี้

_ คิดว่าการขายของออนไลน์สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ลูกค้าไว้ใจซื้อของเรา และกลับมาอุดหนุนเราเรื่อยๆ คืออะไรคะ
พี่ปอปอ : ความซื่อสัตย์ และความจริงใจ เป็นสิ่งที่พี่ปอปอยึดถือมาโดยตลอดค่ะ โดยทางร้านจะมาคอนเซ็ปต์ที่ว่า 'ของไม่ดีที่นี่ไม่มีขาย' สินค้าทุกชนิดที่พี่ปอปอผลิต หรือเลือกมาขาย พี่ปอปอใช้เวลาทดสอบนานมากเพื่อให้ได้สินค้าที่ใช้ดีแบบที่เห็นผลจริงๆ สวยจริงๆ คือใช้แล้วต้องโดนแน่นอน และสินค้าต้องมีคุณภาพเท่านั้น พอลูกค้าได้ใช้ลูกค้าเองก็จะฟินและเชื่อมั่นใจสินค้าเรา และกลับมาซื้อตลอดๆ
พี่ดรีม : คือตัวเราเองเราไม่สามรถรู้ได้ว่าร้านนี้จะโกงเรามั๊ย เราต้องเอาใจแลกใจ ทำให้ลูกค้าไว้ใจเรา ต้องบอกว่าเราเป็นใคร มาจากไหน แล้วต้องพูดกับลูกค้าดีๆ บริการด้วยใจ แค่นี้เอง

_ ตั้งแต่ขายของมา เคยพบเจอปัญหาหนักๆ บ้างมั๊ยคะ พอจะเราให้เราฟังได้หรือเปล่า
พี่ปอปอ : ปัญหาใหญ่ที่สุดคงจะเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองค่ะ มีการปิดด่านสินค้าไม่สามารถนำเข้าสินค้าได้อยู่เป็นเดือน ทำให้ลูกค้าหลายร้อยท่านต้องรอสินค้า แต่ด้วยความน่ารักลูกค้าทุกท่านเข้าใจและอดทนรอด้วยกันก็สามารถข้ามผ่านจุดตรงนั้นมาได้ค่ะ

_ คิดยังไงที่คนอื่นๆ มองเราเป็นไอดอลหรือเป็นแรงบันดาลใจ ในการเริ่มขายของออนไลน์ 
พี่ปอปอ : รู้สึกขอบคุณจากหัวใจที่มีคนคิดแบบนี้กับพี่ปอปอค่ะ และในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะช่วยแนะนำน้องๆ นักเรียน นักศึกษา หรือทุกคนที่มีความตั้งใจ อยากจะเริ่มขายสินค้าออนไลน์ หารายได้ประจำ หรือรายได้เสริม สามารถพูดคุยสอบถามสามารถมาเริ่มต้นกับพี่ปอปอได้เสมอ ยินดีให้คำปรึกษาทุกท่านค่ะ
พี่ดรีม : ดีใจสิ เพราะแต่ก่อนเราก็มีคนอื่นเป็นไอดอล แต่ไม่คิดว่าจะมีคนมองเห็นความสามารถของเราแบบที่เรามอง มันทำให้เราภูมิใจทุกครั้ง

_ ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วพบว่ามีประกาศให้ยุบ IG ภายใน 24 ชม. จะทำอย่างไร
พี่ปอปอ : อาจจะตกใจค่ะ เพราะไอจี Devilcreamthailand ก็เป็นเหมือนร้านขายของที่เราสร้างขึ้นมาด้วยสองมือของเรา แต่จริงๆ แล้วกลุ่มลูกค้ากว่า 5 พันท่าน จะอยู่ใน line : porporchan มากกว่า อีกทั้งสื่อออนไลน์อื่นๆ เช่น Fanpage หรือเว็บไซต์ต่างๆ ยังมีให้เราสามารถเริ่มใหม่ได้ ดังนั้นก็คงจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนการขายไปตามระบบค่ะ
พี่ดรีม : ชีวิตไม่สิ้นมันดิ้นต่อได้อยู่แล้ว ยังมีอีกตั้งหลายช่องทาง Facebook, Weloveshopping แต่ถ้าโดนยุบจริงๆ น้ำตาคงไหลพรากๆ

_ สุดท้ายมีอะไรอยากพูดเกี่ยวกับการขายของออนไลน์ หรืออยากฝากบอกอะไรกับคนที่ชอบการซื้อขายของผ่านทางออนไลน์บ้างมั๊ยคะ
พี่ปอปอ : มีแค่เรื่องเตือนให้ระวังจ้า สำคัญที่สุดในการซื้อขายสินค้าออนไลน์อยู่ที่ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย ผู้ซื้อควรเช็คประวัติ รวมถึงฟีดแบคลูกค้า อีกทั้งไลฟ์สไตล์ของผู้ขายก่อนเสมอ เพื่อที่จะได้เป็นการป้องกันปัญหาที่ตามมาในภายหลัง และเพื่อให้ได้รับการบริการและสินค้าที่มีคุณภาพที่สุดตรงตามความคาดหวังของทุกคนค่ะ
พี่ดรีม : คือคุณไม่ต้องดูหรอกว่าคนอื่นเขาขายอะไรแล้วขายดี ถ้าคุณยังมองคนอื่น เห็นเขาขายดีแล้วทำตามเขา คุณก็จะได้แค่ตามไปเรื่อยๆ ไม่มีทางได้นำ เขาขายดี แต่คุณอาจขายไม่ดีเท่าเขาก็ได้ ต้องคิด ต้องลองทำสิ่งใหม่ๆที่เป็นตัวเอง อะไรที่คนยังไม่ค่อยทำ นั่นแหละ จะขายดี แล้วต้องเริ่มลงมือทันที เริ่มก่อน รวยก่อน

เพราะงานขายของออนไลน์ไม่ใช่งานที่ทำได้ง่ายๆ อย่างที่ใครคิด กว่าจะทำให้ลูกค้าเชื่อใจ ไว้ใจ และกลับมาอุดหนุนเรื่อยๆ สิ่งสำคัญคือสินค้าที่มีคุณภาพ และไม่หยุดที่จะพัฒนาหาสินค้าใหม่ๆ มาเรื่อยๆ ที่สำคัญแม่ค้าต้องมีความจริงใจ ความมุ่งมั่น และเต็มใจที่จะบริการลูกค้าอย่างเต็มที่ ก็จะได้รับความไว้วางใจและประสบความสำเร็จอย่างพี่ปอปอและพี่ดรีมค่ะ ]

ขอบคุณพี่ปอปอและพี่ดรีมที่ให้เกียรติมาให้สัมภาษณ์ด้วยนะคะ ^^



ลองมองในกระจก แล้วเราเห็นอะไรบ้างคะ? มันก็คือร่างกายของเราเองใช่รึเปล่า ที่บางทีเราอาจคิดว่าตัวเองอ้วนไปรึเปล่านะ ผอมไปแล้วล่ะ เตี้ยไปหน่อยนะ แต่ถึงเราคิดอย่างไรมันก็ยังเป็นร่างกายของเราเอง แล้วเราก็ควรจะรักร่างกายเราให้มากๆ ด้วยนะคะ

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะเรากำลังจะพูดถึงแคมเปญ Love your body Day ที่จัดขึ้นตรงกับวันที่ 14 ตุลาคม ของทุกปี แคมเปญนี้ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้มูลนิธิองค์กรเพื่อสตรีนานาชาติ (National Organization for Women: NOW) วัตถุประสงค์ของการจัดก็ชัดเจนตามชื่อของแคมเปญ คือ เพื่อรณรงค์ให้ทุกคนหันมารักตัวเองในแบบที่คุณเป็น และร่วมกันต่อต้านโฆษณาและภาพต่างๆ ที่แสดงถึงความไม่เหมาะสม อันตราย และไม่สุภาพ 

ในทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับความงามกันมาก  ธุรกิจด้านความงามรวมถึงสื่อหลายๆ ประเภททำให้เราเชื่อกันว่า เมื่อคุณสวย คุณจะได้รับการชื่นชมและใครๆ ก็ต้องอิจฉาคุณ ทั้งที่จริงแล้ว แม่แบบของความงามในปัจจุบันนี้ช่างแคบเสียเหลือเกิน คุณต้องหุ่นดี ต้องสูงยาว ต้องผมสวย ต้องผิวใส ต้อง... อะไรอีกละ? และบางครั้งจุดจบสุดท้ายคือการพึ่งมีดหมอเพื่อคัดลอกแม่แบบความงามเหล่านั้น 

นั่นคือสิ่งที่ ลิซ่า แชมปส์  ผู้ชนะการประกวดออกแบบโปสเตอร์ของแคมเปญ Love Your Body ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ด้วยโปสเตอร์ที่เข้าใจง่าย และมีแนวคิดโดดเด่น และต้องการสื่อถึงคุณค่าความงามของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้วัดจากภายนอก แต่วัดได้ดีที่สุดจากความสามารถและความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้โปสเตอร์ของลิซ่า แชมป์ ชนะการประกวดโปสเตอร์ของแคมเปญในครั้งนี้ค่ะ 


รามองเห็นอะไรบ้างจากการออกแบบโปสเตอร์นี้? 
ลองมาวิเคราะห์กันเล่นๆ กันดีกว่าว่าคุณคิดว่าอะไรที่ทำให้โปสเตอร์นี้ได้รางวัล

ถ้าพูดถึงการจัดองค์ประกอบของโปสเตอร์ คงจะไม่มีใครเถียงว่าจุดเด่นคือความเรียบง่าย ผู้ออกแบบเลือกใช้สีดำเป็นพื้นหลังของโปสเตอร์ เพื่อขับให้สีสันอันหลากหลายของภาพผู้หญิงและตัวอักษรสีขาวดูโดดเด่นขึ้นมา ทั้งการวางตำแหน่งในโปสเตอร์ก็จัดวางตำแหน่งโดนเน้นให้เกิดความสมดุลและกระจายจุดเด่นให้เท่าๆ กัน ไม่มีใครเด่นกว่าใคร อาจเป็นนัยยะที่ต้องการสื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ด้วยองค์ประกอบทั้งแนวความคิดที่โดนใจและการดีไซน์ที่เรียบง่าย จึงไม่ยากที่จะทำให้ผลงานชิ้นนี้ของลิซ่า แชมปส์ ได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดไป


ถ้าเราลองวิเคราะห์กันถึงแนวคิดที่ผู้ออกแบบต้องการสื่อออกมา ลิซ่า ได้วาดภาพของผู้หญิง 15 คนที่มีความแตกต่างกันทั้งรูปร่าง ขนาด และสีสัน เพราะต้องการแสดงให้เห็นถึงลักษณะของผู้หญิงบนโลกที่มีความหลากหลาย ลิซ่าวาดรูปผู้หญิงที่รูปร่างต่างกันเพราะอาจต้องการสื่อสารให้เห็นถึงบุคลิกลักษณะภายนอกของผู้หญิงที่ไม่เหมือนกัน และลงสีภาพผู้หญิงเหล่านั้นด้วยสีสันที่แตกต่างเพราะอาจต้องการสื่อสารให้เห็นถึงลักษณะนิสัยภายในของผู้หญิง ประกอบกับข้อความง่ายๆ สั้นๆ ว่า Beautiful Women หากคุณได้ยินเพียงคำนี้ คงนึกว่าเรากำลังพูดถึงนางแบบ ไม่ก็ดาราสาวสวย แต่ในขณะเดียวกันภาพที่สื่อออกมากลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อทั้งชื่อและภาพทำงานร่วมกัน เราจะเข้าใจได้ทันทีถึงสิ่งที่ต้องการถ่ายทอดออกมา

คงจะไม่ผิดที่เราเคยได้ยินว่า หนึ่งภาพล้านคำพูด โปสเตอร์นี้ก็คงเช่นเดียวกัน การออกแบบที่เรียบง่าย แต่สร้างจุดเด่นที่สะดุดตา สามารถเล่าเรื่องราวของภาพได้อย่างมากมาย และเข้าถึงใจคนชม เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดในทุกๆ การออกแบบ :)



สวัสดีค่ะ, 

คือ... ด้วยความที่มหาวิทยาลัยของเราตั้งอยู่ย่านอโศก ซึ่งคนที่ผ่านไปผ่านมาก็คงจะรู้กิตติศัพท์ว่ารถมันติดขนาดไหน นิสิตอย่างเราๆ เลยต้องพึ่งรถไฟฟ้า BTS เพื่อหลีกหนีสภาพการจราจรที่ติดขัด ด้วยความที่ต้องขึ้นรถไฟฟ้าทุกวัน ก็เห็นโปสเตอร์โฆษณาครีมบำรุงผิวหน้ายี่ห้อหนึ่ง ซึ่งนางแบบหน้าสวย ผิวใส แลดูมีออร่าสุดๆ เห็นแล้วก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าซื้อครีมยี่ห้อนี้มาใช้แล้วจะสวยแบบนี้มั๊ย? อยากลองใช้บ้างจัง นี่แหละที่ทำให้ฉุกคิดได้ว่าเรากำลังโดน อิทธิพลของสื่อสิ่งพิมพ์ เข้าซะแล้ว

สื่อสิ่งพิมพ์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มักมีจุดประสงค์ไม่ต่างกันนัก ทำขึ้นเพื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์เรื่องราวต่างๆ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงค่านิยม วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในยุคนั้นๆ เป็นเครื่องมือสื่อสารชั้นยอด และให้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง และที่สำคัญมีอิทธิพลในการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค เพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม

และวันนี้ก็มีตัวอย่างตัวอย่างของโปสเตอร์ที่ปลุกกระแสและเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลก 
ไปดูกันดีกว่า...


German Chancellor Angela Merkel and French President Nicolas Sarkozy
The Pope and Ahmed Mohamed el-Tayeb, Imam of the Al-Azhar mosque in Cair
North Korean Supreme Leader Kim Jong-Il and South Korean President Lee Myung-bak
  
เห็นปุ๊บนี่อยากจะพูดว่า หืมมม กล้ามาก ดูแล้วจั๊กจี้หัวใจสุดๆ ไปเลย ฮ่าๆ :)
โปสเตอร์นี้ทำขึ้นโดยแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังอย่าง United colors of Benetton ซึ่งออกเป็นแคมเปญโฆษณาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Unhate” โดยมีจุดเด่น(มากกกกกกกก) คือนำเอาภาพของผู้นำประเทศหรือผู้นำทางศาสนาที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันมาจูจุ๊บกัน เกิดเป็นภาพที่ผู้คนให้ความสนใจ และสร้างกระแสที่ฮือฮาไปทั่วโลกเลยก็ว่าได้ โดยภาพเหล่านี้ถูกนำไปแปะไว้ในที่สาธารณะ เช่น นิวยอร์ค   มิลาน โรม เป็นต้น

‘guerrilla intervention’ in milan’s piazza affari (milan stock exchange)


‘guerrilla intervention’ in milan, piazza duomo

ประธานผู้บริหารบริษัท Benetton กล่าวว่า "Unhate ในที่นี้ก็หมายถึง un-hate หรือหยุดความเกลียด ข้อความนี้จะเป็นการเชิญชวนให้เราพิจารณาว่าอันที่จริงแล้วเกลียด-รัก ก็ไม่ไกลจากกันมากเท่าไหร่สำหรับการคิดของเราแต่ละคน สองสิ่งที่แตกต่างกันนี้เป็นจุดสมดุลที่ไม่แน่นอน การรณรงค์ในการทำแคมเปญครั้งนี้จะช่วยยกระดับความสมดุลมากยิ่งขึ้น"

โปสเตอร์ Unhate โด่งดังและมีอิทธิพลต่อความคิดของคนจำนวนมาก ด้วยการสื่อความหมายที่ชัดเจนกระแทกใจว่าให้ เลิกเกลียดชังกันเถิด ความเกลียดชังไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หรือพัฒนาขึ้นเลย เราไม่จำเป็นต้องรักกันก็ได้ แค่อย่าเกลียดกันก็พอ เมื่อโปสเตอร์นี้ได้ถูกนำเสนอให้ผู้คนเห็นเป็นวงกว้าง เนื้อหาที่ต้องการสื่อออกมา ทำให้ผู้เห็นเกิดแรงผลักดัน เป็นการจูงใจ จนถึงอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทัศนคติของคนในสังคมที่ดีขึ้นได้ 

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.lonelytrees.net/?p=3678
http://www.bangkokvoice.com/2011/11/17/benetton-unhate-campaign-kissing-world-leaders/
วันนี้เหงาจัง ไปดูหนังที่พารากอนดีกว่า
อยู่บ้านคนเดียว หายไปไหนกันหมดนะ
ถูกหวยตั้ง 3 หมื่น จะซื้ออะไรดีน้า

ลองคิดเล่นๆ ย้อนไป เราโพสต์ข้อความลักษณะนี้บ้างมั๊ยคะ? หรือไม่เราเห็นกันจนชินตาบนหน้าฟีดข่าวของ Facebook จุดมุ่งหมายของเราก็คงอยากจะแค่บอกเล่าสารทุกข์สุขดิบให้เพื่อนๆ ในโลกออนไลน์ได้รู้ อัพเดตชีวิตความเป็นอยู่ว่าวันนี้จะกินอะไร จะไปที่ไหน พบเจออะไรมาบ้างในวันๆ นึง เป็นการเล่าสู่กันฟัง Social Network เปรียบเสมือนย่อโลกทั้งใบให้เล็กลง อยู่คนละฝั่งซีกโลกก็สามารถคุยกันได้อย่างสะดวกสบาย ทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนอยู่ใกล้กันมากขึ้น

แต่บางทีเราก็พลั้งเผลอลืมไปว่าในโลกโซเชียลไม่ได้มีแค่คนที่หวังดีกับเราเท่านั้น ยังมีคนอีกจำพวกหนึ่งที่อาศัยการใช้โซเชียลเป็นสื่อกลางเพื่อผลประโยชน์ของตนเองในทางที่ผิดและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น หรือที่เราเรียกว่า มิจฉาชีพ ซึ่งอาจแฝงตัวเป็นเพื่อนใน Facebook ของเรา และอาจอยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิด บางคนรู้หน้าไม่รู้ใจ เห็นแค่รูปแต่ไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร แล้วเราควรจะทำอย่างไรดีละ เพื่อให้การใช้โซเชียลของเราเป็นไปอย่างสนุกสนานและตั้งอยูู่บนปลอดภัยต่อตัวเอง

วันนี้มีคำแนะนำดีๆ สำหรับการโพสต์ข้อความหรือรูปภาพบน Social network อย่างเหมาะสม 
โพสต์อย่างไรถึงจะเรียกว่าปลอดภัย และอะไรที่ไม่จำเป็นก็อย่าโพสต์ดีกว่า  โดยได้จัดทำเป็น
อินโฟกราฟิกให้เข้าใจกันอย่างง่ายๆ พร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ

กดที่ภาพเพื่อขยาย
(ขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com ด้วยค่ะ)

จุดมุ่งหมายหลักที่เลือกทำอินโฟกราฟิกชิ้นนี้ คือ อยากให้ทุกคนคิดให้รอบคอบก่อนที่จะโพสต์อะไรลงไปบนโลกโซเชียล ดูว่าเหมาะสมหรือไม่ จะเป็นภัยต่อตนเองหรือเปล่า ถ้าเกิดวันนึงเราเผลอโพสต์ว่า วันหยุดแบบนี้ อยู่บ้านคนเดียว จะนอนทั้งวันเลย พร้อมเช็คอินที่อยู่บ้านให้เสร็จสรรพ ถ้าเกิดมีโจรมาเห็นว่าเราอยู่บ้านคนเดียวแบบนี้ ก็คงเข้าทางโจรกันพอดี

เพราะในทุกๆ สังคมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันอยู่ เราต้องรู้จักระมัดระวังตัว และรอบคอบให้มากๆ เข้าไว้นะคะ Social Network อาจทำให้คนเราใกล้กันมากขึ้น แต่บางครั้งเราก็ต้องมีช่องว่างที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองด้วยนะคะ J

สวัสดีค่า.. กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานกับการเขียนบล็อก :D

ในทุกๆ วันเคยสังเกตกันมั๊ยว่าสื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่รอบๆ ตัวเรานั้น มีอิทธิพลต่อเรามากขนาดไหน ถ้าจะให้ไล่ชื่อสิ่งพิมพ์ที่เราเจอ พูดทั้งวันก็คงจะไม่หมด

มารู้จักกับคำว่า สื่อสิ่งพิมพ์ ให้กระจ่างกันก่อนดีกว่า...

สื่อสิ่งพิมพ์ คือ การพิมพ์ลงบนแผ่นกระดาษหรือวัตถุใดๆ ด้วยวิธีต่างๆ ที่ทำให้เกิดเป็นชิ้นงานที่เหมือนกับต้นฉบับขึ้นหลายสำเนา ในปริมาณมากๆ เพื่อเป็นสิ่งที่ทำการติดต่อหรือชักนำให้บุคคลอื่นให้เห็นหรือทราบข้อมูลที่เราต้องการสื่อสารออกไป

ฉะนั้น วันๆ นึงเราเจอกับสื่อสิ่งพิมพ์มากหน้าหลายตา ตั้งแต่ลายที่พิมพ์ลงบนเสื้อยืดที่เราใส่ ลายของแก้วน้ำที่เราดื่ม ปฏิทิน หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน โปสเตอร์โฆษณา ถุงขนม กระป๋องน้ำอัดลม บัตรเครดิต รวมไปถึงเงินธนบัตรและเหรียญที่เราใช้จับจ่ายซื้อของก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์เช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ใกล้ตัวเรามาก และมีอิทธิพลต่อเรามากเช่นเดียวกัน

เมื่อไม่นานมานี้ เรามีโอกาสได้เห็นสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดหนึ่งบนโลกออนไลน์ มันคือ ...


ถุหูหิ้ รื Shopping Bag ที่เราใช้ใส่ของกันตามปกติ แต่ความไม่ธรรมดาของมันอยู่ที่การใส่ไอเดียและลวดลายลงไปบนถุง ที่ถุงคนเห็นแล้วต้องร้อง Wow! ให้กับความแปลกใหม่ และนั่นก็คือสื่อสิ่งพิมพ์ที่เราชื่นชอบมากๆ และอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกคนได้เห็นกัน

เหตุผลที่ชื่นชอบก็คงจะเหมือนกับหลายๆ คน ที่ชอบในไอเดียการออกแบบลวดลายถุงให้มีความแปลกไม่เหมือนใคร เปลี่ยนการถือถุงช้อปปิ้งธรรมดาๆ ให้มีสีสันมากขึ้น เพราะนอกจากจะใช้ประโยชน์ทางด้านบรรจุภัณฑ์แล้ว ยังเป็นการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาสนใจ ใส่ใจ ที่จะลดใช้ถุงพลาสติกมากขึ้น ด้วยการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาว่า ...
"ถุงพลาสติกฆ่าสัตว์ได้นะจ๊ะ" 
ผ่านทางลวดลายและข้อความที่ตีพิมพ์ลงบนสิ่งพิมพ์ อาจจะดูเป็นวิธีการหนามยอกเอาหนามบ่งที่ตั้งใจพิมพ์ข้อความรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกลงบนถุงพลาสติก แต่ถ้ามองในด้านเป้าหมายที่ต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคถือว่าประสบความสำเร็จในด้านการสื่อสาร ให้คนที่ใช้ถุงพลาสติกได้ฉุกคิด และคงอดไม่ได้ที่จะเก็บถุงเหล่านั้นไว้ใช้งานต่อไปเรื่อยๆ ไม่ยอมที่จะทิ้ง ซึ่งมันก็เป็นผลดีที่จะช่วยลดโลกร้อน และลดขยะพลาสติก นับเป็นไอเดียสื่อสิ่งพิมพ์ที่เราชื่นชอบมาก และคิดว่าค่อนข้างได้ผลที่เดียว

สิ่งสำคัญที่สื่อสิ่งพิมพ์ควรมีก็คือเป้าหมายในการนำเสนอ ถ้าหากเมื่อใดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจวัตถุประสงค์ของสิ่งพิมพ์ที่ต้องการจะสื่อสารแล้ว ก็เท่ากับว่าสิ่งพิมพ์นั้นประสบความสำเร็จตามเป้าหมายและเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีประสิทธิภาพ :)